ไร้พ่าย 40 นัด! “ราชัน” โกงตายไล่เจ๊าเซบีญ่าท้ายเกม 3-3 เข้ารอบโกปา

 

เรอัล มาดริด ไม่แพ้ใครติดต่อกันเป็นนัดที่ 40 อย่างเหลือเชื่อ ได้คาริม เบนเซม่า ยิงแฉลบตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ไล่ตามหลังสองลูก กลับมาเสมอ 3-3 ตีตั๋วผ่านเข้ารอบแปดทีมสุดท้าย โกปา เดล เรย์ ด้วยสกอร์รวม 6-3

ผลเลกแรกเป็น “ราชันชุดขาว” ได้เปรียบท่วมท้นชนะ 3-0 นัดนี้ซีเนดีน ซีดาน พักทั้งคริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับเบนเซม่า ไว้ข้างสนาม ส่งมาเรียโน่ ดิอาซ เป็นตัวจริง แต่เริ่มไม่ถึง 10 นาที เซบีญ่าออกนำจากจังหวะครอสของปาโบล ซาราเบีย พุ่งหาประตูแต่ดานิโล่ พุ่งโหม่งเข้าประตูตัวเองซะอย่างให้ ส่งให้เจ้าบ้าน 1-0 จนจบ 45 นาทีแรก

ครึ่งหลัง เริ่มต้นแค่ 3 นาที เป็นมาดริดไล่ตามตีเสมอเร็ว ยกเครดิตให้มาร์โก อเซนซิโอ โชว์โซโล่ลากจากครึ่งสนามผ่านนักเตะเซบีญ่าสองคน ก่อนซัดลอดขานายทวารเข้าไป เป็นประตูทีมเยือนสร้างความได้เปรียบเข้าไปอีก แต่ถัดมาไม่นาน เซบีญ่ากลับมานำอีกครั้งจากลูกครอสของเอสกูเดโร่ ใส่พานสเตวาน โยเวติช วอลเล่ย์ตามน้ำสวนตัวกาซิญ่าเข้าไป เป็นประตูแรกในสีเสื้อเซบีญ่าด้วย

เข้าช่วงท้าย นาที 77 เซบีญ่า ได้ประตูที่สามจากการชาร์จจ่อๆ ของบิเซนเต้ อิบอร์ร่า กระตุ้นเสียงเชียร์เจ้าบ้านดังกระหึ่ม แม้ต้องยิงอีกถึง 2 ลูก สุดท้ายเซบีญ่าก็มาเสียท่า มาติอัส คราเนวิตเตร์ ทำฟาวล์คาเซมิโร่ในเขตโทษ และเป็นเซร์คิโอ รามอส ยิงจุดโทษชิพ เป็นลูกตีตื้นมาเป็น 3-2 แทบดับความหวังของเจ้าบ้านไปเลย

และในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ มาดริดที่ลุ้นทำสถิติไร้พ่าย ก็มาได้ประตูตีเสมอสุดดราม่า จากจังหวะตะลุยของคาริม เบนเซม่า หาช่องซัดแฉลบกองหลัง แบบมีโชคช่วยผ่านมือนายทวาร เสมอ 3-3 สกอร์รวม “ราชันชุดขาว” ชนะ 6-3 เข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ โกปา เดล เรย์ สำเร็จ

ตรงเป็นตุง! เรือพับสนามเจอท็อฟฟี่สวนยับ 4-0 ร่วงที่ 5

 

เป็นวันที่ไม่น่าจดจำสำหรับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อีกครั้งในมาเยือนแถบเมอร์ซี่ไซด์ หลังพับสนามบุกแทบข้างเดียว แต่เจอเอฟเวอร์ตัน สวนกลับยิงยับเยิน 4-0 อันดับร่วงสู่ที่ 5 ตามจ่าฝูงไกลถึง 10 คะแนน

โรนัลด์ คูมัน กุนซือท็อฟฟี่ ใส่ชื่อของมอร์แกน ชไนเดอร์แลง มิดฟิลด์ป้ายแดงที่เพิ่งคว้าตัวจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่บนม้านั่งสำรอง โดยนัดนี้จัดแนวรับสามตัว พร้อมส่งสองดาวรุ่งอย่างเมสัน โฮลเกต กับทอม เดวี่ส์ เป็นตัวจริง ส่วน “เรือใบสีฟ้า” เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ใช้ปาโบล ซาบาเลต้า ยืนกองกลางตัวรับจำเป็นอีกนัด คู่กับยาย่า ตูเร่

ครึ่งแรก ซิตี้ครองเกมร่วม 70 เปอร์เซ็นต์ พยายามต่อบอลเข้าไปลุ้นประตู แต่มีจังหวะจะแจ้งน้อยมาก จนกระทั่งแนวรับมาผิดพลาด กาแอล คลีชี่ จ่ายเสียในแดนตัวเอง เดวี่ส์จ่ายทะลุช่องให้เควิน มิราลลาส เข้าเขตโทษจ่ายใส่พานให้โรเมลู ลูกากู บรรจงแปเน้นๆ ผ่านมือเคลาดิโอ บราโว่ ขึ้นนำ 1-0 ในนาที 34

ครึ่งหลัง ซิตี้ไม่ทันตั้งตัว แค่นาทีแรก ยาย่า ตูเร่ เสียบอลแดนกลาง ลูกากู จ่ายเร็วให้เพื่อนโดนกองหลังสกัดมาเข้าทาง รอสส์ บาร์คลี่ย์ เบิ้ลให้มิราลลาส หลุดจากจอห์น สโตนส์ แต่งเข้าขวากดเรียดเข้าเสาไกลคมกริบ หนีเป็น 2-0

พอนำห่าง คูมัน จึงส่งชไนเดอร์แลง ลงสนามประเดิมนัดแรกในช่วง 25 นาทีสุดท้าย มาช่วงไล่แดนกลางเพิ่ม แต่สุดท้ายเจอหมัดน็อกของเอฟเวอร์ตัน เดวี่ส์ กลางดาวรุ่งวัย 18 ปี โชว์เหนือชั้นลากบอลจากแดนตัวเอง สับหลอกนักเตะซิตี้สองคน ฝากให้บาร์คลี่ย์จ่ายคืนให้เดวี่ส์ หลุดไปก่อนชิพข้ามบราโว่สุดคลาสสิกเข้าไป นำขาด 3-0 ในช่วง 10 นาทีสุดท้าย

ท้ายเกม เอฟเวอร์ตัน ได้ลูกปิดกล่องช่วงทดเวลาบาดเจ็บ สโตนส์ สกัดพลาดติดตัวเชมัส โคลแมน ตั้งให้อเดโมล่า ลุคแมน กองหน้าดาวรุ่งวัย 18 ปี ลงเล่นชุดใหญ่เกมแรก หลุดไปซัดลอดขาบราโว่ ชนะท่วมท้น 4-0 นับเป็นความพ่ายแพ้เลวร้ายที่สุดในการคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ด้วย

สื่อตีพาเลซเปิดโต๊ะเจรจาคว้า “เอฟร่า” เติมแนวรับ

 

ปาทรีซ เอฟร่า ฟูลแบ็คจอมเก๋าของยูเวนตุส ตกเป็นข่าวว่าได้เริ่มเจรจาข้อเสนอย้ายไปร่วมทีม คริสตัล พาเลซ ในช่วงตลาดซื้อขายเดือนมกราคมนี้แล้ว

นอกจากนี้ สื่อต่างประเทศยังเปิดเผยว่า อดีตกองหลังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังได้รับข้อเสนอจากบาเลนเซีย ทีมดังในลาลีกา สเปนด้วย แต่เขาสนใจกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกมากกว่า เพื่อมาเสริมแนวรับให้ทีม “ปราสาทเรือนแก้ว” ของแซม อัลลาร์ไดซ์ ซึ่งปัจจุบันรั้งอันดับ 17 มีคะแนนห่างโซนตกชั้นแค่แต้มเดียว และเวลานี้เอเย่นต์ของเอฟร่า อยู่ในกรุงลอนดอนแล้ว เพื่อบรรลุข้อตกลงกับทางพาเลซ ซึ่งคาดว่าการย้ายสู่ถิ่นเซลเฮิร์ส ปาร์ค เข้าใกล้ทุกขณะแล้ว

ดาวเตะชาวฝรั่งเศส ย้ายจากโมนาโก มาค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด นานถึง 9 ปี เป็นกำลังสำคัญในยุคเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กสัน ช่วย “ปีศาจแดง” คว้าแชมป์มากมายทั้ง พรีเมียร์ลีก 5 สมัย, คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 5 สมัย, ลีกคัพ 3 สมัย และแชมเปี้ยนส์ ลีก อีกหนึ่งสมัย ก่อนจะย้ายไปเล่นอิตาลีกับยูเวนตุส เมื่อปี 2014

แต่กระนั้น ในฤดูกาลนี้เอฟร่า ได้โอกาสลงสนามเป็นตัวจริงให้ “เบียงโคเนรี่” ในเซเรีย อา เพียง 3 เกมเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่า เขาเริ่มพิจารณาเก็บของออกจากทีมในเดือนมกราคมนี้ มาสักพักหนึ่งแล้ว ซึ่งหากดาวเตะวัย 35 ปี ย้ายออกจากตูรินจริง ยูเวนตุส อาจมีความเป็นไปได้ที่จะเล็งคว้าตัว เซอัด โคลาซินัก กองหลังของชาลเก้ ซึ่งทำผลงานในบุนเดสลีกานี้ได้ดี จนเข้าตาบรรดาทีมสตาฟฟ์ของยูเว่

บ้านหลังเดิมเพิ่มเติมคือ 60,000 ที่นั่งของเชลซี

  เป็นข่าวดีของชาว “เดอะ บลูส์” เมื่อสภาเมืองแฮมเมอร์สมิธ แอนด์ ฟูแล่ม อนุมัติแผนการปรับปรุงสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ของเชลซี ซึ่งจะเพิ่มความจุผู้ชมเป็น 60,000 ที่นั่ง เป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

โมเดลรูปแบบสนามปรับปรุง ได้รับการนำเสนอต่อสภาเมือง และประชุมร่วมกันเป็นเวลา 3 ชั่วโมง โดยมีบรู๊ซ บัค ประธานสโมสรเชลซีเข้าร่วมด้วย ก่อนจะได้ไฟเขียวในการก่อสร้างครั้งนี้

คาดว่าสนามปรับปรุงใหม่ ต้องใช้งบประมาณ 500 ล้านปอนด์ (ประมาณ 21.33 พันล้านบาท) ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี ซึ่งสโมสรได้ออกแถลงการณ์ถึงความสำเร็จในขั้นแรกว่า “เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่แผนการณ์สำหรับการปรับปรุงสนามเหย้าของเรา ได้รับการอนุมัติแล้ว การตัดสินใจของคณะกรรมการครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงว่าเราจะเริ่มก่อสร้างได้ทันที แต่นี่เป็นแค่ขั้นตอนล่าสุดที่เราได้รับอนุมัติ ก่อนที่เราจะเริ่มดำเนินงานต่อ รวมถึงการขออนุมัติในส่วนอื่นๆ เพิ่มเติม”

ปัจจุบันสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ มีความจุที่ 41,663 เป็นสนามใหญ่เป็นอันดับ 9 ในอังกฤษ รองจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์เซนอล, เวสต์แฮม, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล, ซันเดอร์แลนด์, นิวคาสเซิล และ แอสตัน วิลล่า โดยพวกเขาเลือกที่ปรับปรุงสนามเดิม มากกว่าเลือกสร้างบนที่ดินใหม่ แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องพูดถึงในการก่อสร้างครั้งนี้น่าจะเป็น เรื่องการคมนาคม เนื่องจากการต่อเติมครั้งนี้จะกระทบต่อระยะทางเชื่อมต่อรถไฟและรถไฟใต้ดิน

อีกอย่างคือ สโมสรจำเป็นต้องหารังเหย้าชั่วคราวในอนาคต เนื่องจากแผนต่อเติมสนาม จะมีการปรับพื้นที่สนาม มีการขุดพื้นที่เพื่อขยายความจุบนพื้นที่ราว 12 เอเคอร์

“อิบรา” ควง “คอนเต้” ซิวรางวัลแข้ง-โค้ชยอดเยี่ยมพรีเมียร์ประจำเดือนธันวาคม

  ซลาตัน อิบราฮิโมวิช หัวหอกตัวเก๋าของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีก ประจำเดือนธันวาคมไปครอง ส่วนอันโตนิโอ คอนเต้ นายใหญ่เชลซี คว้าผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันคนแรกด้วย

อดีตดาวยิงทีมชาติสวีเดน อายุครบ 35 ปีไปเมื่อเดือนตุลาคม แต่เขายิงไปถึง 12 ลูกจาก 12 นัดในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม เริ่มจากลูกกระดกเช็ดเสาในเกมเสมอเอฟเวอร์ตัน 1-1 ต่อด้วยยิงอีก 5 ลูก พายูไนเต็ดชนะในลีก 6 นัดติดต่อกัน

และในเดือนธันวาคม เขาก็โชว์ผลงานยิงประตูสุดสวยในเกมชนะเวสต์บรอมวิช จนเข้าชิงรางวัลประตูยอดเยี่ยม และยังทำแอสซิสต์ให้เฮนริค มคิทาร์ยาน ในเกมชนะซันเดอร์แลนด์ ทำให้เขาได้รางวัลไปอย่างเอกฉันท์

ขณะที่กุนซือชาวอิตาเลี่ยน ยังคงรักผลงานที่ยอดเยี่ยมพา “สิงห์บลูส์ไ ชนะรวดทั้ง 6 นัดในเดือนที่ผ่านมา ต่อยอดสถิติชนะรวด 10 นัดได้และทำให้พวกเขานำโด่งบนหัวตาราง จนถึงตอนนี้ โดยฟอร์มอันยอดเยี่ยมเริ่มจากการบุกชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างสวยหรู 3-1 ตามด้วยการชนะ 1-0 สามเกมรวดกับ เวสต์บรอมวิช, ซันเดอร์แลนด์ และ คริสตัล พาเลซ และถล่มบอร์นมัธ 3-0 ในวันบ็อกซิ่งเดย์ ก่อนจะส่งท้ายปีเปิดสแตมฟอร์ด บริดจ์ ชนะสโต๊ค ซิตี้ สุดมันส์ 4-2 รั้งจ่าฝูงนำห่าง 5 คะแนน

แม้สุดท้ายทีมของคอนเต้ จะถูกหยุดสถิติหลังบุกแพ้ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แต่ต้องชมผลงานตลอดเดือนที่แล้ว และคอนเต้ ก็คว้ารางวัลกุนซือยอดเยี่ยมไปตามคาด เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันและเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกด้วย

พรีวิว แอตเลติโก้ มาดริด พบ เรอัล เบติส

เกมลา ลีกา สเปน ช่วงหลังเที่ยงคืน เป็นเกมที่บิเซนเต้ กัลเดร่อน ระหว่างแอตเลติโก้ มาดริด อันดับ 4 เปิดบ้านต้อนรับ เรอัล เบติส อันดับ 14

เจ้าถิ่น “ตราหมี” ของดิเอโก้ ซิเมโอเน่ น่าจะปรับทัพบางตำแหน่งจากเกมที่แพ้ลาส พัลมาส คาบ้าน 2-3 กองหลังอย่างสเตฟาน ซาวิช น่าจะกลับมายืนคู่ดิเอโก้ โกดิน แทนที่โฆเซ่ คิมิเนซ ที่ฟอร์มไม่สู้ดีในนัดล่าสุด ส่วนฆวนฟราน จะได้ยืนปีกขวาในแผงกลาง 4 คนร่วมกับ ซาอูล ญิเกซ กาบี้ และโกเก้ ส่วนแดนหน้าเฟร์นานโด ตอร์เรส อาจโดนดร็อป ส่งเควิน กาเมโร่จับคู่กับ อองตวน กรีซมันน์ ลุ้นทำประตู

ด้านเรอัล เบติส ทีมเยือน ขาดสองกองหลังอย่างบรูโน่ กอนซาเลซ กับอิสซ่า มานดี้ ที่ติดโทษแบน กับติดภารกิจทีมชาติในศึกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ ตามลำดับ ต้องจัดโฆเซ่ การ์ลอส กับไรอัน ดองค์ มายืนเซ็นเตอร์ในแผงหลังสามแทน ด้านแผนกลางไม่มีเปตรอส ที่ติดโทษแบน กับอันโตนิโอ ซานาเบรีย ที่บาดเจ็บ ต้องฝากความหวังที่ดาวรุ่งอย่างดานี่ เซบาญอส และกองหน้าคู่อย่าง อเล็กซ์ อเลเกรีย กับรูเบน คาสโตร

ผลงานระยะหลังของทั้งสองทีม แอตฯ มาดริด กลับมาเตะหลังเบรกหนีหนาว บุกชนะเออิบาร์ในเกมลีก ส่วนบอลถ้วยโกปา เดล เรย์ ปราบลาส พัลมาส ด้วยสกอร์ 4-3 แต่ผลงานในบ้านช่วงหลังถือว่าฝืดลงไป ชนะแค่เกมเดียวจาก 3 นัด ส่วนเบติส ไม่มีบอลถ้วยให้กังวลแล้ว เปิดศักราชใหม่เปิดบ้านอัดเลกาเนส 2-0 เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน แต่ผลงานนอกบ้านเรียกว่าย่ำแย่ แพ้ 5 จาก 6 นัดหลังสุดในลีก สำหรับเฮด-ทู-เฮด ของทั้งสองทีม เป็น “ตราหมี” ข่มมิดชนะตลอด 6 นัดหลังสุดที่พบกัน

ดูจากหน้าเสื่อแล้ว แอตฯ มาดริด ดูดีกว่าเบติสมาก น่าจะเอาชนะได้ตามคาด